บทที่1 โยนโบว์ลิ่ง
posted on 26 Sep 2009 00:37 by jaiyenyen in Diary
ฉันชื่อ มากิ อายุ 24 ปี ทำงานมาแล้ว 2 ปี ใน 2 บริษัท อีกเดือนเดียวฉันก็จะทำที่นี่ครบ 1 ปี..
วันนี้เป็นวันศุกร์สุดท้ายของเดือนกันยายน ปี 2552 ที่บริษัทจัดงานโยนโบว์ลิ่งร่วมกันระหว่าง 3 เครือบริษัทของเรา ฝ่ายบุคคลจัดกลุ่มให้กลุ่มละ 6 คน โดยมี 3 คนที่ลงเล่น และอีก 3 คนที่เหลือคอยอยู่เชียร์ ฉันไม่ได้ลงชื่อเล่น เพราะยังไม่เคยเล่นโบว์ลิ่งมาก่อน ถ้าไม่นับว่าเคยเล่นเกมในมือถือนะ ในใจคิดว่า ขอนั่งเชียร์อยู่ด้านหลังดีกว่า
กำหนดการเล่นโบว์ลิ่งปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของทุกคน บอกว่าเริ่ม 5 โมงเย็น สถานที่คือ มาบุญครอง ชั้น 7 ใครที่ลงเล่นอย่าลืมนำถุงเท้าไปด้วย วันนี้ทุกคนในออฟฟิตแต่งตัวกันทะมัดทะแมง อาจจะมีพี่ผู้ชายบางคนที่ยังคงใส่เสื้อเชิตที่ใส่ทำงานเมื่อเช้ามาเล่นเลย
บ่ายโมงวันนี้มีประชุมเรื่องระบบรายงานยาวจนถึง 5 โมงเย็น แต่ระหว่างประชุมเกิดมีสัญญาณไฟไหม้ดังขึ้น 2 ครั้ง ฉันกลัวในระดับหนึ่ง เพราะออฟฟิตของเราอยู่ที่ชั้น 16 มันสูงเกินไป หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงในที่ประชุมลุกฮือกันออกจากห้อง เรียกให้พนักงานต้อนรับโทรลงไปเช็คกับฝ่ายอาคาร ปรากฏว่า ทางอาคารประกาศผ่านสายมาว่า ขออภัยที่เครื่องเกิดเหตุขัดข้อง แต่ฉันก็ไม่ว่าอะไร เพราะดีซะอีกได้เลิกประชุมเร็วขึ้น ทุกคนรีบเก็บกระเป๋า และออกจากตึกโดยทันที ใครมีรถก็เอารถออกจากที่จอดรถทันที เกรงว่าจะเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ส่วนฉันไม่มีรถจึงนั่งรถไฟฟ้า ไปมาบุญครองกับเพื่อนร่วมงานอีกส่วนหนึ่ง รู้สึกว่า การไม่มีรถก็ดีอย่างหนึ่งคือ ไม่มีกังวล เมื่อมาถึงสถานีสยาม เราก็ลงจากขบวนเพื่อเปลี่ยนเส้นทางไปรถไฟฟ้าสายสีลมที่อยู่ขบวนตรงข้ามกัน ระหว่างทางฝนเริ่มตั้งเค้ามีละอองฝนเล็กๆโปรยลงมา ฉันใช้ฮูดของเสื้อกันหนาวสีชมพูคลุมศีรษะไว้ ขึ้นรถขบวนนั้นและยืน ทั้งที่มีที่นั่งว่างๆมากมาย ที่ไม่นั่งเพราะขบวนนี้ อีกสถานีเดียวก็ถึงแล้ว
สถานีต่อไป สนามกีฬาแห่งชาติ....... เสียงบอกสถานีของรถไฟฟ้าดังขึ้น เราออกจากขบวนรถและ ตรงเข้าทางประตูของห้างโตเกียวเพื่อเดินเข้าสู่มาบุญครอง หรือ MBK ที่ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกกัน เราตรงขึ้นไปชั้น 7 ลานโบว์ พวกเรามาถึงเป็นทีมแรกๆ รองจากกรรมการงาน กรรมการงานวันนี้ใส่เสื้อสีส้ม
เมื่อถึงเวลาที่เปิดให้ซ้อมโบว์ลิ่งก่อนแข่งจริง เราก็เล่นกันพอวอร์มร่างกาย ไอ้ตัวฉันเห็นพี่ๆเขาเล่นก็นึกอยากเล่นบ้าง จึงไปขอบัตรรองเท้า ไปแลกรองเท้าเล่นโบว์ลิ่งมาเล่น ทั้งที่ไม่ได้ใส่ถุงเท้าตามที่เขาได้บอกไว้ นึกในใจว่าเราไม่ได้ลงแข่งนี่นา แต่พอเล่นๆไปก็รู้สึกเหงื่อออกที่เท้าจึงเข้าใจวัตุประสงค์ แต่ก็ยังเล่นต่อไป
พี่ฟ้า ฝ่ายบุคคลเดินมาบอกในกลุ่มต่างๆที่นั่งอยู่ว่า ให้ไปรวมกันที่อีกฝั่งเพื่อเปิดพิธี มีผู้ใหญ่ของบริษัท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาวมากล่าวเปิดงาน เผอิญวันนี้มีพี่อีกคนเขาเป็นคนเวียดนาม กำลังจะออกจากบริษัทเพื่อตามสามีไปอยู่ Brussel เธอกล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า เธอดีใจที่ได้ทำงานที่นี่ ได้เห็นรอยยิ้มของคนไทย ได้มีมิตรภาพดีๆ 17 ปีแล้วที่เธอทำงานให้เราที่นี่ มันยากที่จะเอ่ยคำว่า ลาก่อน ไม่ว่าเธอจะไปอยู่ที่ไหนเธอจะจดจำเราไว้ตลอดไป ว่าแล้วเธอก็หลั่งน้ำตา ทุกคนปรบมือให้ดั่งลั่นลานโปว์ ฉัีนไม่ค่อยสนิทกับหญิงวัย40 เท่าไหร่ ก็ถึงกับต้องหลั่งน้ำตาให้เธอกับความจริงใจที่กล่าวออกมา รู้สึกเหมือนกับว่า เธอกล่าวด้วยไม่รู้จะไปหาหรือพบเจอเพื่อร่วมงานดีๆแบบนี้อีกหรือไม่ ผู้ใหญ่ชาวฝรั่งเศษที่กล่าวเปิดงานตอนต้นมอบกระเช้าดอกไม้เพื่อเป็นที่ระลึกให้กับเธอ หลังจากนั้นก็มีการเรียนเชิญผู้จัดการของแต่ละบริษัทออกมา โยนโบว์เพื่อเปิดงาน คุณพารีส นายชาวฝรั่งเศษวัย 54 ของเราเป็นคนโยนเปิดงาน สไตล์ท่านจะเซอร์ๆ หากแต่อารมณ์ดี พี่ตั้ว หัวหน้าของฉันยังบอกเลยว่าท่านเหมือนบองโจวี่
หลังจากนั้นงานก็เริ่มขึ้น เราไปทานบุฟเฟ่ต์กันก่อน เพราะเริ่มจะหิวแล้ว จากนั้นก็มาโยนโบว์กัน ส่วนฉันไม่ได้ลงแข่ง จึงทำหน้าที่เป็นฝ่ายบันทึกภาพ แหม ลีลาของแต่ละคนเริ่ดทั้งนั้น พอฉันเริ่มถ่ายรูปได้เยอะแล้ว ก็เริ่มอยากเล่นบ้าง จึงขอจอยที่ลานตัวเองบ้าง วิ่งเที่ยวไปจอยลานโน้นลานนี้บ้าง พอได้สนุกสนาน รู้สึกว่า โยนโบว์ก็สนุกเหมือนกันนะ แต่ถ้าเจอลูกหนักๆ ก็แขนพลิกได้เหมือนกัน ส่วนใหญ่ฉันจะโยนได้แค่เบอร์7-9 เท่านี้ก็เก่งแล้ว
เมื่อจังหวะเริ่มมันส์ขึ้นก็มีคนนำโยกย้ายส่ายสะโพกกัน ไอ้เราชอบเต้นอยู่แล้วมีหรือจะพลาด ตากล้อง 2-3 คน ทะยอยกันมาถ่ายภาพกิ้งกือตัวเล็ก ตัวใหญ่ที่ดิ้นกันอยู่บนฟลอร์ สนุกสนานกันใหญ่ บางคนดื่มเบียร์เข้าไปด้วยยิ่งเสริมโรง เต้นๆอยู่ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นพี่วิทย์ พี่ตากล้องคนหนึ่งที่เราโคงานด้วยกัน เขาอยู่อีกบริษัทหนึ่งฝ่ายไอที แต่ต้องซัพพอร์ทให้กับบริษัทเราด้วย เขามาถ่ายรูปแชะๆ ใกล้ๆ เป็นอันเต้นไม่ออกเลยทีเดียว ว่าไปเราก็ถือว่าเป็นพนักงานของฝ่ายขายในไม่กี่คนที่ต้องติดต่อกับฝ่ายไอทีอยู่บ่อยครั้ง ต้องขึ้นไปชั้น 17 เพื่อติดต่อนั่นติดต่อนี่เป็นประจำ แต่พี่คนนี้เป็น 1 ใน 5-6 คนที่รู้สึกว่าซัพพอร์ทดี พูดน้อย และน่ารัก ใครๆต่างก็ชอบทั้งนั้นส่วนคนอื่นๆก็บริการดี หากแต่มีบางครั้งช้า ผิดพลาด และพูดมาก หากแต่พี่ๆเขาก็น่ารักกับเราทุกคน
เมื่อเล่นไปครบ 10 เกมส์ ไฟแสงสีในลานโบว์ก็ดับลง จะบอกกลายๆว่าหมดรอบแล้ว ฉันเลยถือโอกาสเก็บตก ลูกที่ยังไม่ล้ม เวลาโยนธรรมดาท่าสวยๆ มันไม่ค่อยจะโดนพินสักเท่าไหร่ แต่พอหันหลังโยนลอดหว่างขาทีไร โดนทุกที มันน่าขำ สักพักก็มีประกาสรวมพล มอบของรางวัล รองบ๊วย ท่าสวย ชุดเริ่ด และคะแนนสูงสุด แล้วก็กล่าวปิดงาน ฉันเดินกล่าวอำลาพี่ๆหัวหน้า ยิ้ม โบกมือลาบ๊ายบายให้กับเพื่อนๆ พี่ๆที่ทำงานด้วยกัน แล้วก็ขอตัวกลับบ้าน ระหว่างเดินออกมาก็ยิ้มให้พี่วิทย์หนึ่งที อิอิ.. พอเดินมาถึงหน้าประตู ไม่เห็นเพื่อนจึงยืนรออยู่หน้าประตูนั้น เห็นพี่พลอย พี่อิน ที่มาด้วยกันตอนขามา ก็เลยออกมาด้วยกัน เดินเป็นกลุ่มสบายใจ พอมาถึงบันไดเลื่อนเราก็ขอตัวแยกออกมา เพราะต้องไปขึ้นรถไฟฟ้ากลับ
ขากลับ กลับคนเดียว เหงาจัง ง่วงด้วย.. นึกถึงแอลขึ้นมา ป่านนี้ยังไม่กลับมาจากบ้านเลย..